Showing 1–12 of 35 results

ลำโพงมีแอมป์  (Active Speaker)

ลำโพงมีแอมป์ หรือเรียกอีกอย่างว่า Active Speaker เป็นลำโพงชนิดที่มีภาคขยายเสียง (แอมป์ = Amplifier) ภายในตัว การใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพียงแค่เสียบปลั๊กไฟ (สาย AC) แล้วต่อ Input เข้าไป เสียงก็จะถูกขับออกทางลำโพงได้ทันที ขณะเดียวกันเราจะเรียกลำโพงที่ไม่มีแอมป์ในตัวว่า Passive Speaker

โดยแอมป์ที่ถูกนำมาติดตั้งในลำโพงนั้น ทางบริษัทผู้ผลิตเองจะทำการออกแบบและผลิตแอมป์ให้มีกำลังวัตต์ที่เหมาะสมกับดอกลำโพง ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือวงจรแอมป์แบบ Class AB และวงจรแอมป์แบบ Class D (ทั้ง 2 แบบราคาจะแตกต่างกัน)

และนอกจากการติดตั้งแอมป์มาในตัวแล้ว ลำโพงชนิดนี้ยังมีการใส่ฟังก์ชั่นเสริมต่างๆ เพิ่มเข้ามา เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน อาทิเช่น มิกเซอร์, ไมค์ลอย, Bluetooth, USB, SD Card เป็นต้น หรือจะเป็นฟังก์ชั่น DSP (Digital Signal Processor) ที่ทำให้สามารถควบคุมการทำงานได้ทั้งที่ตัวตู้ลำโพง หรือสั่งงานผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ จากคอมพิวเตอร์, มือถือ, แท็บเล็ต ขณะเดียวกันในบางรุ่นบางแบรนด์ยังได้ออกแบบให้แบตเตอรี่ภายในตัวอีกด้วย

วิธีการสังเกตว่าลำโพงนั้นๆ เป็นลำโพงที่มีแอมป์ในตัวหรือไม่ ให้สังเกตที่บริเวณด้านหลังของตู้ลำโพง จะเห็นว่ามีช่องเสียบปลั๊กไฟและช่อง Input สัญญาณอยู่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ลำโพงชนิดนี้จะนิยมใช้ในงานหรือกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนย้าย (ไปตาม) สถานที่ต่างๆ เช่น ออกบูธขายสินค้า, กิจกรรมสันทนาการกลางแจ้ง, งานกิจกรรมในห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

คุณสมบัติเด่นของ ลำโพงมีแอมป์ Active Speaker

  • คุณภาพเสียงที่ดี เนื่องจากมีแอมป์ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีการตั้งค่าและปรับจูนให้ได้เสียงที่เป็นมาตรฐานมาจากโรงงาน ทำให้สามารถนำไปใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาปรับแต่งใดๆ
  • ใช้งานง่าย เพราะ Active Speaker มีฟังก์ชั่นการทำงานที่ไม่ซับซ้อน คนทั่วไปสามารถเรียนรู้วิธีการใช้งานได้อย่างไม่ยุ่งยาก
  • สะดวกในการขนย้าย ด้วยความที่ถูกออกแบบมาให้มีฟังก์ชั่นการทำงานหลายอย่างๆ ภายในเครื่องเดียว เวลาใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์เสริมใดๆ ทำให้สามารถขนย้ายได้โดยง่าย หรือถ้าเป็นรุ่นที่มีแบตเตอรี่อยู่ในตัวด้วยแล้ว ก็จะยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบาย เพราะไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟ โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้งานกลางแจ้งหรืองานภาคสนาม

ข้อจำกัดของ ลำโพงมีแอมป์ Active Speaker

  • ราคาค่อนข้างสูง เพราะว่า Active Speaker มีฟังก์ชั่นการทำงานที่ครบครันอยู่ในตัว ทั้งภาคขยายเสียง (แอมป์) และฟีเจอร์ต่างๆ จึงทำให้มีราคาแพงกว่า Passive Speaker
  • ไม่สามารถปรับแต่งเสียงได้ เนื่องจาก Active Speaker นั้นถูกตั้งค่ามาตรฐานมาจากโรงงานอยู่ก่อนแล้ว ต่างจาก Passive Speaker ที่สามารถแต่งเสียงได้ตามต้องการ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว คุณภาพเสียงของ Active Speaker ค่อนข้างเป็นจะรอง Passive Speaker

ข้อควรรู้ก่อนเลือกซื้อ ลำโพงมีแอมป์ Active Speaker

นำไปใช้งานอะไร

ก่อนอื่นต้องรู้ว่าจะนำลำโพงไปใช้กับงานในลักษณะใด เพราะงานมีความสัมพันธ์กับสถานที่รวมถึงขนาดของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ในห้องเรียน ในหอประชุม ในสนามกลางแจ้ง ฯลฯ ซึ่งจะช่วยกำหนดให้เราสามารถเลือกขนาดและกำลังขับของลำโพงให้เหมาะสมกับการใช้งานได้

เหมาะกับประเภทงานและสถานที่ที่จะนำไปใช้หรือไม่

ในการเลือกซื้อ Active Speaker  นอกจากจะดูที่ดีไซน์และความสวยงามแล้ว ฟังก์ชั่นในการติดตั้งหรือเคลื่อนย้ายก็ถือว่าจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นงานที่ต้องเคลื่อนย้ายไปตามสถานที่ต่างๆ ก็ควรดูว่าสามารถลำโพงเครื่องนั้นๆ ขนย้ายได้คล่องตัวมากน้อยแค่ไหน หรือหากนำไปใช้งานในพื้นที่จำกัด ก็ควรเช็คดูว่าสามารถจัดวางหรือติดตั้งด้วยวิธีไหนได้บ้าง

มีฟังก์ชั่นอะไรบ้าง

เนื่องจาก Active Speaker เป็นลำโพงที่มีฟังก์ชั่นหลายหลากอยู่ในตัว การเลือกซื้อก็ควรเช็คดูว่าสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ครบหรือไม่ เช่น มีช่อง Input กี่ช่อง, มีช่อง Output หรือไม่, มี Bluetooth ในตัวหรือไม่, สามารถสั่งงานผ่านแอปพลิเคชั่นได้ไหม, ปรับ EQ ได้มากน้อยแค่ไหน, มี Sub Out สำหรับใช้งานร่วมกับลำโพงซับวูฟเฟอร์หรือไม่ เป็นต้น

คุณภาพเสียงตอบโจทย์หรือไม่

วิธีที่ถือว่าดีที่สุดในการเลือกซื้อลำโพงนั่นคือ การทดลองฟังเสียงด้วย (หู) ตัวเอง เพราะถึงต่อให้เป็น Active Speaker เหมือนกัน แต่ว่าลำโพงแต่ละแบรนด์แต่ละรุ่นนั้นมีสไตล์เสียงที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน ดังนั้นควรฟังเสียงและค้นหาเสียงที่ชอบที่สุดก่อนตัดสินใจ

ลดราคา!
ลดราคา!
ลดราคา!